Saturday, December 24, 2011

วิเคราะห์จำแนกประเภท :รูปแบบการทำนายคุณภาพของการรับสมัครงานใน BPO


พรปณต ปกครอง:
นิพฐพนธ์
สนิทเหลือ:
บทนำ
สำหรับองค์กรการเจริญเติบโตสูงการดึงดูด การจ้างงานและการรักษาพนักงานที่เก่ง ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ การรับพนักงานที่ตรงกับความต้องการอาจมีผลต่อความก้าวหน้าขององค์กรและทำให้เสียภาพลักษณ์ของบริษัท ฝ่ายรับสมัครทรัพยากรมนุษย์ (HR) ควรตระหนักถึงสถานะและวัตถุประสงค์ของบริษัท และเป็นผู้รับผิดชอบขั้นตอนการรับสมัคร และการคัดเลือกที่มีคุณภาพ คุณภาพของการรับพนักงานจะเห็นได้จาก พนักงานมีความรู้ที่มีคุณค่าและมีความสามารถในการใช้ทักษะ ที่ตรงกับความต้องการองบริษัทจะมีน้อย ถึงแม้ในช่วงที่มีผู้มาสมัครเป็นจำนวนมากตั้งแต่ 50 ปีที่ผ่านมา หลายองค์กรประเมินผลงานตั้งแต่การรับสมัครของตนโดยใช้ต้นทุนต่อการจ้างเป็นตัวชี้วัด ซึ่งอาจไม่จริงเสมอไป การรับสมัครพนักงานที่รับเข้าควรมีค่าจ้างไม่สูงและควรหาพนักงานเหมาะสมกับ การวัดจากค่าใช้จ่ายไม่ได้สะท้อนความเหมาะสมกับงานกับพนักงาน ดังนั้นจึงควรใช้ตัววัดอื่นๆ เช่น แบบประเมิน การแสดงความคิดเห็นการปฏิบัติงานความพึงพอใจในการเก็บข้อมูลการจ้างของผู้จัดการ การวัดประสิทธิภาพอื่นๆ จากผู้สมัคร และนำมาใช้เป็นตัวชี้วัด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าในการจัดทำดัชนีคุณภาพในการจ้าง ควรใช้ปัจจัยหลายประการจะต้องนำมาพิจารณา โดยหลักการดัชนีหลายด้าน ซึ่งเป็นปัจจัยเหล่านี้สร้างขึ้นในอาจจะพัฒนาโดยใช้วิธีการวิเคราะห์แยกจำแนก

วิเคราะห์จำแนกประเภท
การวิเคราะห์จำแนกกลุ่มพัฒนาในปี 1936 โดย RA Fisher มีความเที่ยงตรงในการพยากรณ์ สำหรับตัวแปรกลุ่มอาจเป็นตัวแปรจัดประเภทแบบ 2 กลุ่มหรือมากกว่าก็ได้ ถ้าเป็นการจำแนก 2 กลุ่มเรียกว่า Two-group Discriminant Analysis ถ้าจำแนกมากกว่า 2 กลุ่มเรียกว่า Multiple Discriminant Analysis (MDA) การจำแนกตัวแปรตาม(กลุ่มตัวแปรตาม) ตัวแปรตามจะมีอย่างน้อยสองกลุ่ม ในขั้นตอนนี้ทั้งสองกลุ่มจะกำหนดเป็น1และ2โดยมีรูปแบบสมการทั่วไปคือ
Group = a + b1 x1 + b2 * * x2 + ... + XM * bm (1)

โดยมี a เป็นค่าคงที่และ b1,b2,b3…..bm คือค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย จากค่าที่คำนวณได้จะถูกจัดลงในกลุ่มที่ให้เคียงที่สุด จากผลการวิจัยนี้มาจากวิเคราะห์จำแนกประเภทสามารถใช้ในการจัดจ้างผู้สมัครจาก 220 คน BPO ใน Chennai โดยแบ่งเป็นสองกลุ่มคือ กลุ่มที่อาจประสบความสำเร็จ และไม่ประสบความสำเร็จ

ระเบียบวิธี
การศึกษาครั้งนี้จะขึ้น เกิดจากปัญหาของแผนกรับสมัครไม่ประสบความสำเร็จในการรับพนักงานได้ตรงตามความต้องการขององค์กร โครงการนี้จัดตั้งขึ้นมาจากการรวบรวมความรู้ วิธีการ การวางแผนการรับสมัครพนักงานใหม่ กระบวนการทำงาน ขั้นตอนการฝึกอบรมในช่วงแรก จนกว่าจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยใช้ข้อมูลเบื้องต้นจากใบสมัคร ข้อมูลบริษัท ข้อมูล Feedback ของลูกค้า 224 ราย จาก BPO ในขั้นตอนการให้บริการความช่วยเหลือทางเทคนิค (Help Desk) ด้านโทรคมนาคม ซึ่งเป็น
ข้อมูลในปัจจุบันของบริษัท โดยไม่มีความคิดเห็นใดๆ ของผู้วิจัย
การจัดหมวดหมู่
กลุ่มตัวอย่างได้ถูกแบ่งออกเป็น พนักงานที่ดี และ พนักงานที่คาดว่าไม่ดี โดยการกำหนด code1 และรหัส 2 ตามลำดับ กลุ่มที่ จะเป็นพนักงานที่ดีจะประสบความสำเร็จหลังเสร็จสิ้นการฝึกอบรมและเป็นพนักงานที่ดีขององค์กร ในขณะที่ พนักงานที่ไม่ดีจะผ่านการทดลองงาน โดย ร้อยละ 70 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดที่สำรวจโดยใช้ในการสร้างแบบสมการจำแนกประเภท และทำไปทดสอบกับพนักงานร้อยละ 30 ที่เหลือ

ตัวแปรจำแนก
ปัจจัยส่วนบุคคลที่นำมาใช้เป็นเกณฑ์สำหรับการเลือกรับสมัครโดยใช้เป็นตัวแปรจำแนก ตัวแปรอิสระประกอบ ด้วย แหล่งที่มาของการรับสมัคร อายุเ เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ตรง การประเมิน
เสียงคะแนนทางเทคนิค ไวยากรณ์ และความถนัดทางด้านเทคนิค


คำอธิบายของตัวแปร
สำหรับตัวแปร ที่ใช้ในการระบุผู้สมัครที่มีศักยภาพในขั้นตอนการสรรหาและการคัดเลือก อายุของผู้สมัครอยู่ระหว่าง 21 ปีถึง 35 ปี เนื่องจากลักษณะของงานที่เกี่ยวข้องกับความสามารถที่สำคัญในการพูดและการออกเสียง การสื่อสาร ผลการประเมินผลของเสียงที่ถือว่าเป็นตัวแปรจำแนกกลุ่มที่สำคัญ ประสบการณ์ในการทำงานของพนักงาน ความสามารถทางวิชาการของพนักงานจากคะแนนที่ได้รับในการทดสอบทางเทคนิค ทักษะการใช้ภาษา โดยการทดสอบปฏิบัติทดสอบไวยากรณ์ผู้สมัคร การทดสอบเชาวน์ปัญญา ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินการจำแนก
ผลการวิเคราะห์
ตาราง - I แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของข้อมูลทั้งสองกลุ่ม
Group Statistics
Good/Bad Discriminating Variable Mean Std. Deviation
Group Statistics
Good/Bad Discriminating Variable Mean Std. Deviation
Good Source of recruitment 1.47 0.502
Gender 2.05 1.460
Education 1.79 0.407
Relevant exp 15.54 0.890
Voice evaluation 15.73 2.124
Technical score 34.14 5.150
Grammar 7.72 1.463
Aptitude 52.73 4.438
Tech evaluation 3.72 1.935
Age 24.44 2.327
Bad Source of recruitment 1.19 0.393
Gender 1.85 1.186
Education 1.81 0.393
Relevant experience 15.39 0.616
การวิเคราะห์ : โดยค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานทั้งสองกลุ่มอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน
ตาราง - II Eigen แสดงค่า Eigen Value ,Percent Variance,Cumulative Percent,Cononical Correlation
ค่าสหสัมพันธ์คาโนนิคอล (Canonical correlation) ค่า Eigen Value มาจาก Between group sum square / Within group sum square แสดงค่าร้อยละความสามารถในการจำแนกกลุ่ม Eigen Value=0.371 ค่าสหสัมพันธ์คาโนนิคอล (Canonical correlation) แสดงความสัมพันธ์ของสมการกับตัวแปรอิสระ
Table--II
Eigen Values
Function Eigen Percent of Cumulative Canonical
Value Variance Percent Correlation
1 0.371 100.0 100.0 .520
ตาราง - III Wilks'Lambda
ค่า Wilks'Lambda คือ Within group sum square / Total sum square เป็นค่าที่แสดงสัดส่วนความผันแปรภายในกลุ่มต่อความผันแปรทั้งหมด
Table--III
Wilks' Lambda
Test of Wilks' Sig.
Function(s) Lambda
1 0.730 0.000
ฟังก์ชันที่ 1 Significant สามารถใช้พยากรณ์ได้
Table--IV
Prior Probabilitis for Groups
Good/Bad Prior
Good Hire .622
Bad Hire .378
Total 1.000
Table--V
Canonical discriminant function coefficients
Discriminant Variable Function
Source of recruitment 1.231
Gender .165
Education -.337
Relevant exp .270
Voice evaluation .287
Technical score .058
Grammar .190
Aptitude -.061
Tech evaluation .116
Age -.071
Constant -8.754
จากตาราง Canonical Discriminant Function Coefficients แสดงค่าเป็นสัมประสิทธิ์ของตัวแปรจำแนกในสมการจำแนกกลุ่ม ซึ่งเป็นสมการในรูปคะแนนดิบ ค่าน้ำหนักที่ได้จึงไม่อยู่ในรูปมาตรฐาน (Unstandardized Coefficients)
สมการการตัดสินใจที่ได้จากตารางที่ - V มีดังนี้

Y = 1.231 * (Source of recruitment ) -- 0.071 * (Age) + 0.165 * (Gender) - 0.337 * (Education) + 0.270 * (Relevant exp) + 0.287 * (Voice evaluation) + 0.058 * (Technical score) + 0.190 * (Grammar) -
0.061 * (Aptitude) -- 0.116 * (Tech evaluation ) - 8.754
การทดสอบนัยสำคัญทางสถิติเป็นการทดสอบระยะห่างระหว่างค่า centriod (ค่าเฉลี่ยของคะแนนจำแนกของแต่ละกลุ่ม)ของแต่ละกลุ่ม กลุ่มพนักงานที่ดีมีค่าเท่ากับ 0.472 และ พนักงานที่ไม่ดี เท่ากับ -.0776
Table--VI
Functions at Group Centroids
Good/Bad Function
Good hire .472
Bad hire -.776
Table--VII
Classification Function Coefficients
Independent Variables Good/Bad
Good Bad
Source of recruitment 19.651 18.116
Gender -.334 -.540
Education 26.982 27.402
Relevant exp 26.803 26.466
Voice evaluation 2.941 2.582
Technical score -.143 -.216
Grammar 1.853 1.617
Aptitude 2.024 2.100
Tech evaluation 6.959 6.815
Age 5.574 5.662
(Constant) -409.305 -399.071
จากตาราง Classification Function Coefficients ผลการวิเคราะห์นำเสนอค่าสัมประสิทธิ์ และค่าคงที่ของสมการจำแนกโดยแยกเป็นกลุ่ม ตามวิธีของ Fisher’s (Fisher’s linear discrimination function) จำนวนสมการจะมีเท่ากับจำนวนกลุ่มในกรณีนี้มี 2 สมการ จากผลการวิเคราะห์สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ โดยการพยากรณ์หน่วยวิเคราะห์ว่าควรจัดให้อยู่กลุ่มใด โดยการแทนค่าตัวแปรอิสระนั้น ๆ ลงในทั้ง 2 สมการ ถ้าสมการใดมีค่ามากกว่าก็จัดอยู่ในกลุ่มนั้น
คือ กลุ่มพนักงานที่ดี
Y1 = 19.651 * (Source of recruitment )+5.574 * (Age) + -0.334 * (Gender) – 26.928* (Education) + 26.803* (Relevant exp) + 2.941* (Voice evaluation) - 0.143 * (Technical score) + 1.853* (Grammar) -
2.024 * (Aptitude) +6.959 * (Tech evaluation ) – 409.305
กลุ่มพนักงานที่ไม่ดี
Y1 = 18.116 * (Source of recruitment )+5.662 * (Age) + -0.540 * (Gender) +27.402 * (Education) + 26.466* (Relevant exp) + 2.582* (Voice evaluation) - 0.216 * (Technical score) + 1.617* (Grammar) -2.100 * (Aptitude) +6.815* (Tech evaluation ) – 399.017
Table--VIII
Classification of results
Good/ Predicted Group Total
Bad Membership
Original Good Bad Total
Count Good 82 15 97
Bad 21 38 59
Percent Good 84.5 15.5 100.0
Bad 35.6 64.4 100.0
Cross- Count Good 80 17 97
Validated (a) Bad 24 35 59
Percent Good 82.5 17.5 100.0
Bad 40.7 59.3 100.0

ตาราง - VIII นำเสนอระดับของความสำเร็จของการจัดหมวดหมู่สำหรับตัวอย่างนี้ จำนวนและร้อยละของการจำแนกได้อย่างถูกต้องได้ร้อยละ 76.92 กลุ่มที่1 จำแนกได้ถูกต้องร้อยละ 84.5 และกลุ่มที่2 จำแนกได้ถูกต้องร้อยละ 64.4
ข้อสรุป

แบบจำลองการทำนายลักษณะของพนักงานมีความถูกต้องร้อยละ 76.9 จากอิทธิพลของแต่ละปัจจัยที่สามารถทำนายหรือตัวแปรอิสระในการสร้างสมการการตัดสินใจดังกล่าว กฎการตัดสินใจที่ได้รับเป็นดังนี้
Y = 1.231 * (Source of recruitment ) -- 0.071 * (Age) + 0.165 * (Gender) - 0.337 * (Education) + 0.270 * (Relevant exp) + 0.287 * (Voice evaluation) + 0.058 * (Technical score) + 0.190 * (Grammar) -0.061 * (Aptitude) -- 0.116 * (Tech evaluation ) - 8.754
References

S.C.Gupta 'Fundamentals Of Mathematical Statistics' Sultan Chand & Sons, 11 th Ed., 2002. Rajendra Nargundkar 'Marketing Research' Tata McGraw hill, 2002. Tamara.J.Erickson & Lynda Gratton, Harvard Business Review, pp 82, March 2007. www.bpoindia.org/research/recruitment-challenge-call-center-bpo.shtml www.bookpleasures.com www.staffing.org

Vijaya Mani

Professor,

SSN School of Management and

Computer Applications,

Kalavakkam,

Tamil Nadu.
COPYRIGHT 2010 Foundation for Organisational Research & Education
No portion of this article can be reproduced without the express written permission from the copyright holder.
Copyright 2010 Gale, Cengage Learning. All rights reserved.

สรุปความงานวิจัยเชิงคุณภาพ " การรับรู้พฤติกรรมจิตอาสาของนิสิตมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ โดย : นางสาวพรปณต ปกครอง


ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

ในสังคมแห่งการแบ่งปันนั้นสิ่งหนึ่งที่จะขาดไม่ได้คือการมีจิตอาสา และในปัจจุบันนี้งานจิตอาสาเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการพัฒนาและยกระดับจิตใจให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ให้มีความเข้าใจเอื้อเฟื้อ หันมาทำกิจกรรมเพื่อสังคมมากขึ้น เพราะงานจิตอาสาเป็นสิ่งที่ให้เยาวชนได้หันมาทำความเข้าใจในตนเองและสังคมเพิ่มมากขึ้น อันจะเห็นได้จากในปัจจุบันปัญหาสังคมเริ่มทวีความรุนแรงมากขึ้นทั้งทางครอบครัว ชุมชน และสังคม

ดังนั้นหากไม่รีบแก้ไขให้ทันท่วงทีสังคมก็จะตกอยู่ภายใต้ความสบสนวุ่นวายซึ่งไม่ใช่เรื่องดีนัก แต่การสร้างจิตสาธารณะให้เกิดขึ้นในหมู่เยาวชนคนหนุ่มสาวได้มากเท่าไรสังคมแห่งการแบ่งปันเอื้ออาทรก็ยิ่งมีมากเท่านั้น นอกจากจะช่วยให้เยาวชนเหล่านี้ได้ปลดปล่อยพลังที่มีในตัวเองแล้ว ยังเป็นการสร้างคุณลักษณะให้มีผลดีต่อสังคมอีกด้วย

ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 ในหมวดที่ 1 มาตราที่ 6 ว่าด้วยการจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ

สติปัญญา ความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อิ่นได้อย่างมีความสุข (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2549) ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์

ที่ทุกสถานศึกษาพึงรับมาปฏิบัติ

มหาวิทยาลัยนับเป็นหนึ่งในสถานศึกษาของรัฐที่ตระหนักถึงการสร้างความแข็งแกร่งทาง

ด้านคุณธรรมให้เกิดขึ้นแก่นิสิต โดยมีภารกิจที่ต้องการ สร้างคนที่มีปัญญา รู้เหตุรู้ผล อยู่ในคุณธรรม และมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวมเป็นสำคัญ จากความตระหนักในเรื่องดังกล่าว ทำให้มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับชมรมต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ ซึ่งมหาวิทยาลัยใช้กิจกรรมของชมรมเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และปลูกฝังค่านิยมของการมีจิตสำนึกที่ดีเพื่อส่วนรวมหรือการมีจิตอาสา ให้กับนิสิตทุกระดับชั้น

จากความสำคัญของการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่มีหน้าที่โดยตรงในการสร้างความงอกงามทางปัญญา

ผ่านกระบวนการผลิตกำลังคนระดับสูงนั้น จึงควรตระหนักถึงการสร้างจิตอาสาให้เป็นพื้นฐานสำคัญ เพื่อการอยู่ร่วมกันและเพื่อการเกิดสังคมแห่งการแบ่งปัน ซึ่งจะทำให้เกิดความสมดุลและพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นจึงทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาการรับรู้เกี่ยวกับจิตอาสาของนิสิตจากการเข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ว่าเป็นอย่างไร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการสร้างจิตอาสาให้เกิดขึ้นกับนิสิตได้อย่างแท้จริงต่อไป

วัตถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อศึกษาคุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชมรมด้าน

บำเพ็ญประโยชน์

2. เพื่ออธิบายความหมายของ พฤติกรรมจิตอาสาจากการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัย

ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์

3. เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิต

คำถามของการวิจัย

1. คุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้นิสิตมหาวิทยาลัยเป็นอย่างไร

2. นิสิตมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ให้ความหมายของพฤติกรรม

จิตอาสาว่าอย่างไร

3. มีปัจจัยส่วนบุคคลในเรื่องใดบ้างที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิต

ขอบเขตการวิจัย

การวิจัยครั้งนี้ จะทำการศึกษาคุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้ การให้ความหมายของคำว่า

พฤติกรรมจิตอาสา และศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสา โดยจะทำการศึกษานิสิตมหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์

กรอบแนวคิดการวิจัย

1. คุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้

2. ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสา

การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ทำการตรวจเอกสาร แนวคิด และผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัย

การรับรู้พฤติกรรมจิตอาสาของนิสิตมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ มาเป็นแนวทางในการศึกษา ดังนี้

1. ความหมายและแนวคิดการรับรู้

2. แนวคิดเกี่ยวกับจิตอาสา

3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตอาสา

ความหมายและแนวคิดการรับรู้

ดุษฎี ไชยชนะ (2550) การรับรู้ คือ กระบวนการแปลผลหรือตีความหมายของสิ่งเร้าหรือสถานการณ์ต่างๆ ในสภาพแวดล้อมผ่านอวัยวะทั้ง 5 ซึ่งการรับรู้จะมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยกระบวนการเลือกสรรและการจัดระเบียบข้อมูล ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ในอดีตหรือข้อมูลเดิมที่เรียนรู้มาของบุคคลนั้นๆ

การรับรู้ เป็นกระบวนการซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนต่างๆ ซึ่งผลของการรับรู้ก่อให้เกิดการแสดงพฤติกรรมของบุคคล

วลัยลักษณ์ คงนิล (2542) การรับรู้ ของบุคคลขึ้นอยู่กับอิทธิพล 3 สิ่ง คือ

1. ลักษณะของสิ่งเร้า ได้แก่ ขนาดสี รส กลิ่น เป็นต้น ซึ่งคนเร้าจะสามารถรับได้โดยผ่านประสาท

สัมผัสทั้ง 5

2. ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับสิ่งแวดล้อม หากสิ่งเร้าใดขัดต่อการยอมรับทั่วไปของสังคมไม่

สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ หรือสิ่งต่างๆ ที่เป็นปัจจัยรอบตัวบุคคล สิ่งเร้านั้นก็จะไม่ได้รับความสนใจ

3. เงื่อนไขภายในแต่ละบุคคล แต่ละคนจะรับสิ่งเร้าที่สอดคล้องกับกรอบความรู้ของตนเท่านั้น ปัจจัยที่

มีอิทธิพลต่อกรอบแห่งความรู้ คือ ประสบการณ์ ทัศนคติ บุคลิกลักษณะ และแนวความคิดเกี่ยวกับตนเอง

แนวคิดเกี่ยวกับจิตอาสา

ดุษฎี ไชยชนะ (2550) จิตอาสา หมายถึง ความสำนึกของบุคคลที่มีต่อสังคม ส่วนรวมโดยการเอาใจใส่

และการช่วยเหลือ ผู้ที่มีจิตอาสาจะแสดงออกซึ่งพฤติกรรมจิตอาสาทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เช่น การเสียสละเงิน สิ่งของ เวลา ร่างกาย และสติปัญญา เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทน

กรมวิชาการ (2542) ได้กำหนดคุรลักษณะพื้นฐานที่ดำรงต่อการดำรงชีวิตในสังคมยุคโลกาภิวัฒน์

ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาและชั้นมัธยมศึกษา ด้านการช่วยเหลือผู้อื่น การเสียสละต่อสังคม และความมุ่งมั่นพัฒนาไว้ดังนี้

การช่วยเหลือผู้อื่น หมายถึง พฤติกรรมของนักเรียนที่แสดงถึงความมีน้ำใจ เอื้ออาทร มีจิตใจโอบอ้อมอารีเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และให้ความช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

การเสียสละต่อสังคม หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม การเสียสละเวลา กำลังกาย กำลังทรัพย์ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม รวมทั้งการเห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน

ความมุ่งมั่นพัฒนา หมายถึง พฤติกรรมที่แสดงถึงความมุ่งและความคิดริเริ่มในการพัฒนาตน พัฒนาสังคม เพื่อให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข

โดยแต่ละองค์ประกอบมีองค์ประกอบย่อย ดังนี้

1. พฤติกรรมช่วยเหลือผู้อื่นได้แก่

1.1 ช่วยแนะนำสิ่งที่ถูกที่ควรให้แก่ผู้อื่น

1.2 ร่วมมือกับผู้อื่นในการพัฒนาสังคม

1.3 อำนวยความสะดวกให้แก่ผู้อื่น

1.4 แบ่งป้นสิ่งของให้แก่ผู้อื่น

2. พฤติกรรมเสียสละต่อสังคม ได้แก่

2.1 สละกำลังกาย กำลังทรัพย์ และเวลาช่วยเหลือผู้อื่นและสังคม

2.2 เห็นประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน รู้จักเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ

2.3 สละประโยชน์ที่ตนพึงได้รับเพื่อแลกกับประโยชน์ของคนหมู่ใหญ่หรือคนที่อ่อนอแกว่า

2.4 ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม

3. พฤติกรรมมุ่งมั่นพัฒนาสังคม ได้แก่

3.1 สนใจในปัญหาและการเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งเสนอความคิดที่จะพัฒนาสังคม

3.2 ตั้งใจที่จะทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดให้สำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

3.3 ตั้งใจที่จะทำงานของส่วนรวมจนสำเร็จ

3.4 ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสังคมจนสำเร็จ


งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจิตอาสา

ณัฐณิชากร ศรีบริบูรณ์ (2550, น. 142 – 144) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของจิตอาสาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้จิตอาสาของนักเรียนมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ การช่วยเหลือผู้อื่น การเสียสละต่อสังคม และความุ่งมั่นพัฒนา และมีตัวชี้วัดทั้งหมด 7 ตัว คือ (1) การช่วยเหลือแนะนำสิ่งที่ถูกที่ควรแก่ผู้อื่น (2) การอำนวยความสะดวกให้กับผู้อื่น (3) การแบ่งปันสิ่งของให้กับผู้อื่น (4) การสละเงิน แรงกาย เพื่อผู้อื่นและสังคม (5) การสละเวลาและการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชชน์ต่อสังคม (6) การสนใจในปัญหาและการเปลี่ยนแปลงพร้อมทั้งเสนอความคิดเห็นที่จะพัฒนาสังคม และ (7) การร่วมพัฒนากิจกรรมการเสริมสร้างจิตอาสาเพื่อสังคมอย่างสร้างสรรค์และหลากหลายโดยสภาพจิตอาสาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในสังกัดสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีค่าเฉลี่ยของคะแนนจิตอาสาอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาแต่ละองค์ประกอบด้านการช่วยเหลือผู้อื่นอยู่ในระดับสูงมาก การเสียสละต่อสังคมอยู่ในระดับปานกลาง และด้านการมุ่งมั่นพัฒนาอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้การเกิดจิตอาสาเป็นผลมาจากปัจจัยด้านสังคม/ชุมชน นั่นคือ หากบุคคลสำคัญในสังคม/ชุมชน มีจิตอาสาก็จะส่งผลให้นักเรียนมีจิตอาสา ปัจจัยด้านครอบครัว ความเป็นแบบอย่างจากพ่อแม่มีความสำคัญมากที่สุด นอกจากนี้หากพ่อแม่ใช้เหตุผลในการอบรมเลี้ยงดูและมีการสนับสนุน ส่งเสริมให้นักเรียนทำพฤติกรรมจิตอาสาก็จะส่งผลให้นักเรียนมีจิตอาสาเพิ่มขึ้น สัมพันธภาพระหว่างนักเรียนและเพื่อน เป็นลักษณะสำคัญของปัจจัยด้านเพื่อน แสดงว่าถ้านักเรียนมีสัมพันธภาพที่ดีกับเพื่อนในระดับสูงก็จะทำให้นักเรียนเกิดจิตอาสามาก และถ้าเพื่อนสนิทหรือเพื่อนในกลุ่มของนักเรียนมีจิตอาสาก็จะทำให้นักเรียนมีจิตอาสาด้วยเช่นกัน ปัจจัยด้านสื่อมวลชนมีอิทธิพลต่อการเกิดพฤติกรรมจิตอาสา นั่นคือ หากนักเรียนได้รับข่าวสารการให้ความช่วยเหลือ การเสียสละต่อสังคม และความมุ่งมั่นพัฒนาจากสื่อโทรทัศน์ก็จะส่งผลให้นักเรียนมีจิตอาสา การสั่งสอนการปลูกฝังจากครู เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในปัจจัยด้านโรงเรียน/ครูที่จะทำให้นักเรียนมีติตอาสา นอกจากนี้แบบอย่างจิตอาสาจากครู และมีสัมพันธภาพที่ดีกับครูก็มีอทธิพลต่อการเกิดจิดอาสาของนักเรียนเช่นกัน ในปัจจัยด้านนักเรียน เจคคติต่อจิตอาสา ดารเรียนรู้เกี่ยวกับจิตอาสา และการรับรู้ความสามารถของตนเองที่จะทำพฤติกรรมจิตอาสามีอิทธิพลต่อจิตอาสาของนักเรียน

ผลการพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของจิตอาสาของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพบว่า ตัวแปรในโมเดลสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรจิตอาสาของนักเรียนได้ร้อยละ 38.60 ซึ่งปัจจัยด้านสังคม/ชุมชน มีอิทธิพลทางตรงและอิทธิพลรวมต่อการเกิดจิตอาสาของนักเรียนมากที่สุด แสดงว่าพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือผู้อื่น การเสียสละต่อสังคม และความมุ่งมั่นในการพัฒนาของบุคคลในสังคม มีอิทธิพลทำให้นักเรียนเกิดจิตอาสา รองลงมาคือ ปัจจัยด้านครอบครัวมีอิทธิพลโดยทางตรงและทางอ้อมต่อจิตอาสาของนักเรียนในทิศทางบวก รวมถึงพฤติกรรมของบุคคลในครอบครัว ก็มีอิทธิพลต่อเด็กเพราะเด็กจะเลียนแบบและแสดงพฤติกรรมตามบุคคลในครอบครัว โดยตัวแปรทั้งสองด้านนี้ส่งผลต่อจิตอาสาอย่างมีนับสำคัญทางสถิติ

วิธีการดำเนินการวิจัย

งานวิจัยเรื่องการรับรู้พฤติกรรมจิตอาสาของนิสิตมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชมรมด้าน

บำเพ็ญประโยชน์ เป็นการดำเนินงานวิจัยด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการศึกษาเฉพาะกรณี (Case Study Approach) คือ วิธีการวิจัยที่เน้นการศึกษาเฉพาะกรณีที่เจาะจง มีขอบเขตที่กำหนดได้ชัดเจน และผู้วิจัยจะใช้รูปแบบของการวิจัยโดยศึกษาเชิงพรรณนา (descriptive) และศึกษาแบบมุ่งหาคำอธิบาย (explanatory) โดยมีรายละเอียดของวิธีการดำเนินการวิจัย ดังนี้

การพัฒนากรอบความคิดการวิจัย

เป็นขั้นก่อนการดำเนินการวิจัย โดยผู้วิจัยได้ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานการวิจัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

เรื่องของการพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของจิตอาสาของนักเรียนมัธยม ศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นกรอบแนวคิดในการวิจัย และยังนำไปใช้ในระหว่างการเก็บรวบรวมข้อมูล ตลอดจนในขั้นวิเคราะห์ข้อมูลและสร้างบทสรุป

การเลือกตัวอย่าง

ประชากรที่ใช้ศึกษาในครั้งนี้ เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์

ซึ่งในการนี้ ผู้วิจัยจึงทำการคัดเลือกตัวอย่างโดยการยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก เพื่อให้ได้ตัวอย่างที่เหมาะสมกับแนวคิด จุดมุ่งหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา แต่เนื่องด้วยผู้วิจัยมีความรู้ที่จำกัดเกี่ยวกับประชากรเป้าหมายของการวิจัย ผู้วิจัยรู้เพียงว่าตนต้องการข้อมูลในเรื่องอะไรบ้างเท่านั้น ซึ่งไม่รู้ว่าจะไปถามใครเพื่อให้ได้ตัวอย่างที่สามารถให้ความรู้หรือข้อมูลได้มากที่สุด (information-rich cases) ดังนั้นจึงทำให้ผู้วิจัยตัดสินใจเลือกใช้ตัวอย่างที่เลือกจากการแนะนำต่อๆ กันไป ซึ่งเป็นไปตามการจำแนกประเภทตัวอย่างของ Patton (อ้างถึงใน ชาย โพธิสิตา, หน้า 129 - 134)

สรุปได้ว่าในการวิจัยครั้งนี้ได้ตัวอย่างเป็น นิสิตมหาวิทยาลัยที่เป็นประธานชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ โดยได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่กองกิจการนิสิตที่ดูแลนิสิตที่เข้าร่วมชมรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ซึ่งเจ้าหน้าที่หลายๆ ท่านแนะนำตรงกันว่าควรเป็นนิสิตรายนี้ที่จะสามารถให้ข้อมูลได้ดีตามที่ผู้วิจัยต้องการ

การเข้าสนาม

ผู้วิจัยได้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่กิจการนิสิตให้ช่วยติดต่อสอบถามความสมัครใจของนิสิตเพื่อการให้ข้อมูล และนัดพบนิสิตในครั้งแรกที่กองกิจการนิสิต

ขั้นที่ 1 ขั้นแนะนำตัว

โดยผู้วิจัยบอกกล่าวถึงผู้วิจัยว่าเป็นใครและต้องการอะไรจากผู้ให้ข้อมูล และจากที่แนะนำตัวเองผู้วิจัยสัมผัสได้ว่านิสิตมีความตั้งใจและพร้อมที่จะให้ข้อมูลเรื่องของการทำงานชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์เป็นอย่างมาก

ขั้นที่ 2 ขั้นสร้างความสัมพันธ์

ผู้วิจัยจะพยายามสร้างความสัมพันธ์โดยการสร้างความเป็นกันเองเป็นเหมือนพี่น้องนิสิตร่วมสถาบันเดียวกัน เพื่อให้นิสิตเกิดความสบายใจในการให้ข้อมูล เพราะไม่อยากให้นิสิตรู้สึกกดดันที่จะต้องให้ข้อมูล ตลอดจนความพยายามของผู้วิจัยในการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในจากการทำกิจกรรมของชมรมบำเพ็ญประโยชน์ที่นิสิตทำงานให้อยู่ในขณะนั้นๆ ของการเก็บข้อมูลของผู้วิจัย

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ใช้เทคนิคหลายแบบในการรวบรวมข้อมูล คือ รวบรวมข้อมูลโดยวิธีการสัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการเชิงลึก การสังเกต และการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และในการดำเนินการวิจัยครั้งนี้ ได้มีหลักการเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ และสามารถนำมาวิเคราะห์สรุปผลการวิจัยได้อย่างชัดเจน จึงใช้หลักเกณฑ์ของการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้

1. บันทึกการสัมภาษณ์ที่เป็นประเด็นสำคัญ ๆ จากนิสิตที่ให้ข้อมูลที่เข้าร่วมกิจกรรมชมรมด้านบำเพ็ญ

ประโยชน์

2. รวบรวมข้อมูลจากเอกสาร และการตรวจสอบความถูกต้องจากการสัมภาษณ์

3. บันทึกภาพการเข้าร่วมกิจกรรมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ของนิสิต

การวิเคราะห์และตีความข้อมูล

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยยึดหลักตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ซึ่งจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ และการสังเกต โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ด้วยวิธีการจำแนกประเภทข้อมูลเป็นหมวดหมู่หรือเป็นประเภท ซึ่งใช้เกณฑ์ตามคุณลักษณ์ที่ข้อมูลนั้นมีอยู่ร่วมกันเป็นตัวจำแนก

โดยจะทำการวิเคราะห์กลุ่มคำหรือสาระบบจำแนกประเภท ซึ่งจะใช้บันทึกภาคสนาม (fieldnotes) เป็นแหล่งข้อมูล โดยจะเริ่มทำดัชนีด้วยการหาคำหลักในการวิเคราะห์ จากนั้นผู้วิจัยจะนำกลุ่มคำ/ความในชุดที่เกี่ยวกับคำหลักมาประมวล แล้วแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มคำกับคำหลัก ซึ่งจะได้ประโยคที่เป็นข้อสรุปชั่วคราว จากนั้นผู้วิจัยจะนำข้อสรุปย่อยมาปะติปะต่อเข้าด้วยกันให้เป็นชุดของคำอธิบายที่ได้เรื่องราวและเข้าใจได้ ซึ่งข้อความนี้จะถือเป็นข้อสรุปของการวิจัย

ทั้งนี้ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยยึดหลักที่สำคัญ คือ ผู้วิจัยจะเริ่มทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยกระทำพร้อมๆ กับการเก็บรวบรวมข้อมูล และในการวิเคราะห์จะไม่สรุปปรากฎการณ์ตามสายตาอย่างคนนอก แต่จะเป็นไปตามมุมมองของคนใน(ผู้ให้ข้อมูล) เป็นสำคัญ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

(1) ทำการอ่านข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสัมภาษณ์ประจำวันหลาย ๆ ครั้ง

(2) ค้นหาคำพูดหรือดึงข้อความที่มีความหมายหรือเป็นการอธิบาย / การให้ความหมายที่สอดคล้องกับที่ศึกษาแยกเป็นประเด็นสำคัญ

(3) จัดกลุ่มคำพูดหรือประเด็นสำคัญนั้นออกเป็นกลุ่มที่มีความหมายคล้ายกัน

(4) อธิบายหรือให้ความหมายของกลุ่มคำนั้น ภายใต้คำบอกเล่าที่แท้จริงของผู้ให้ข้อมูล

(5) อธิบายภาพรวมของประเด็นที่ศึกษาภายใต้ข้อมูลจริง

(6) มีการตรวจสอบประเด็นหลักกับบทสัมภาษณ์และตรวจสอบกับผู้ให้ข้อมูล

การตรวจสอบความถูกต้องตรงประเด็นและความเชื่อถือได้ของผลการวิจัย

คือ สิ่งที่ผู้วิจัยต้องระวังมิให้กระทบต่อความถูกต้องตรงประเด็นและความเชื่อถือได้ของผลการวิจัย ได้แก่

1. ประเด็นของการพรรณกรณีที่ศึกษา

สิ่งที่ควรระวังคือ ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก คำถามการวิจัยที่ไม่ดีพอ

ไม่ลึกพอ การบันทึกข้อมูลไม่ดี รวมถึงการเลือกผู้ให้ข้อมูลที่ไม่ใช้ผู้รู้ที่แท้จริง

2. ประเด็นในการตีความข้อมูล

ผู้วิจัยต้องไม่ยึดติดในกรอบแนวคิดที่ตัวเองสร้างขึ้นมามากเกินไป แต่จะต้องตีความบนพื้นฐาน

ของทัศนะและความหมายของผู้ถูกศึกษาเป็นหลัก

การวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน

การวิจัยเชิงคุณภาพ เรื่อง การรับรู้พฤติกรรมจิตอาสาของนิสิตมหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชนในการวิจัยครั้งนี้ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล ได้ผลดังนี้

ตารางที่ 1

กลุ่มคำในชุด

ความสัมพันธ์

คำหลัก

ทำแล้วต้องเกิดจิตอาสาจริงๆ

ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลประโยชน์

จิตอาสาเป็นการรวมกลุ่มกัน

จริงใจให้กัน

เป็นส่วนหนึ่งของ

คุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้

ทำแล้วต้องไว้วางใจได้

ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน

ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง

ไม่เบียดเบียนคนอื่น

จากตารางที่ 1 สร้างเป็นข้อสรุปชั่วคราว ได้ว่า จิตอาสาเป็นการรวมกลุ่มกัน ทำแล้วต้องเกิดจิตอาสาจริงๆ

ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลประโยชน์ ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน ทำแล้วต้องไว้วางใจได้ จริงใจ

ให้กัน ไม่เบียดเบียนคนอื่น เป็นส่วนหนึ่งของคุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์

ตารางที่ 2 ผู้วิจัยได้นำเสนอความหมายของพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนักศึกษาที่ให้ข้อมูล ประกอบด้วย

การแสดงออกพฤติกรรมจิตอาสา: ในการสร้างทีมงาน

พฤติกรรมจิตอาสา: ในการสร้างทีมงาน

มันป็นการสร้างลูกทีมทำให้ลูกทีมเชื่อใจ และเป็นการสร้างเครือข่าย

ซึ่งการทำcutทำให้เกิดความสัมพันธ์กันมากขึ้น มีการแบ่งheadในการทำงาน

จะมีวิธีการเสนอความคิดมาแต่ละคน และจะได้ขอเสนอของเพื่อนร่วมกันคิดมาจัดการกับประเด็นนั้นๆ เวลาอยู่ค่ายเราจะมีการประชุมสรุปทุกวันว่า กิจกรรมเป็นอย่างไรบ้าง ลูกค่ายเป็นอย่างไร ถ้ามีปัญหาต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาตลอดเวลา

และเวลาสอนคนอื่นเราก็ต้องทำให้ได้ด้วย

หลักจะยึดตัวเองไม่ได้แต่จะเอาที่ประชุมเป็นหลัก

จากตารางที่ 2 สรุปได้ว่า พฤติกรรมจิตอาสาของนักศึกษาผู้ให้ข้อมูลที่แสดงออกในการ ใช้หลักการบริหารทีมงานของนักศึกษาในทีมงานเดียวกัน เพื่อสร้างชมรมและเป็นแนวทางในการบริหารจัดการ อาทิ การเป็นแบบอย่าง การใช้หลักมติเสียงส่วนมากจากที่ประชุม การสร้างความสัมพันธ์

ตารางที่ 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอความหมายของพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนักศึกษาที่ให้ข้อมูล ประกอบด้วย

พฤติกรรมจิตอาสา: ต่อผลที่ได้รับหรือคาดหวัง

พฤติกรรมจิตอาสา: ต่อผลที่ได้รับหรือคาดหวัง

ได้หลายอย่าง ทั้งการเรียนรู้ เช่น การฝึกประสานงาน ได้วิธีการพูดจนเกิดความชำนาญ เช่น การพูดกับผู้ใหญ่ ได้การเขียนหนังสือ การส่งหนังสือให้กองกิจการนิสิตว่าทำอย่างไร เกิดการเรียนรู้

เค้าบอกว่าปุ๋ยมันแห้งแล้วอยากจับดูเดี๋ยวไปล้างมือก็ได้ ทำให้ผมรู้สึกปลื้ม เพราะเดี๋ยวนี้คนที่เข้ามาในชมรมจะไม่เหมือนเมื่อก่อนมาเพราะอยากพักผ่อน แต่เมื่อก่อนมาด้วยใจ มาด้วยอุดมการณ์จริงๆ

และจุดประสงค์หลักของผม คือ การให้น้องๆ ได้บำเพ็ญประโยชน์จริงๆ

เราต้องมีการแบ่งปันกัน เราต้องซื่อสัตย์ต่อองค์ประชุม ต่อสังคม

ทำไปเพราะมีความชอบ อยากช่วยเหลือ เวลาช่วยใครแล้วเค้ายิ้ม เค้ามีความสุข ผมจะดีใจ

ไม่รับรู้สังคมว่าจะเป็นอย่างไร มองคนไม่ออก มุมมองคนมันจะเริ่มแคบลงเพราะอยู่แต่โลกของsoftware

จากตารางที่ 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอความหมายของพฤติกรรมจิตอาสา ว่ามีมุมมองต่อผลที่ได้รับอย่างไร ผลการศึกษาพบว่า ได้รู้จักการพูดกับผู้ใหญ่ ได้การเขียนหนังสือ การส่งหนังสือให้กองกิจการนิสิต เกิดการเรียนรู้ ทำให้ตนเองมีความสุข อยากให้ผู้อื่นมีอุดมการณ์ ต้องการให้รุ่นน้องได้ความรู้สึกต้องการในการแบ่งปันอย่างแท้จริงและส่งผลต่อสังคม

ตารางที่ 4

กลุ่มคำในชุด

ความสัมพันธ์

คำหลัก

คนที่ก้าวเข้ามาพร้อมที่จะสละเวลาส่วนตัว

เพื่อที่จะให้ผู้อื่นได้มีความสุข

ต้องไม่เดือนร้อนตัวเอง

การทำงานด้วยใจที่เราตั้งใจ

ชอบและสนุกกับมัน สนุกกับงานที่เราทำ

ให้ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน

คือ

ความหมายของพฤติกรรมจิตอาสา

ให้เงิน ให้กำลังใจ หรือให้ทุนทรัพย์ สิ่งของต่างๆ ที่ให้แล้วผู้อื่นที่ได้รับมีความสุข

ผู้อื่นเกิดแรงบันดาลใจ เกิดกำลังใจ เช่น การบรรเทาทุกข์

การเป็นผู้ให้

การแบ่งปัน

จากตารางที่ 2 สร้างเป็นข้อสรุปชั่วคราว ได้ว่า จากการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัย

ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ได้อธิบายความหมายของ พฤติกรรมจิตอาสาคือ การเป็นผู้ให้ การแบ่งปัน ให้เงิน ให้กำลังใจ หรือให้ทุนทรัพย์ เป็นการทำงานด้วยใจที่ตั้งใจและสนุกกับมัน พร้อมที่จะสละเวลาส่วนตัว เพื่อที่จะให้ผู้อื่นได้มีความสุข เกิดแรงบันดาลใจ เกิดกำลังใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน และต้องไม่เดือนร้อนตัวเอง

ตารางที่ 3

กลุ่มคำในชุด

ความสัมพันธ์

คำหลัก

เคยผ่านปัญหา

มีจิตใต้สำนึก

เคยเห็นปัญหา

อยากแก้ไขสิ่งรอบตัวที่เคยผ่านตามา

พร้อมอยากแก้ไข

อยากช่วยเหลือ

เป็น

ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิด

ประสบการณ์ที่เคยผ่านมา

พฤติกรรมจิตอาสา

โอกาส

ต้องมีใจรัก อยากจะทำ

ความผูกพัน

อุดมการณ์

จากตารางที่ 3 สร้างเป็นข้อสรุปชั่วคราว ได้ว่า ประสบการณ์ที่เคยผ่านมา เคยผ่านปัญหา เคยเห็นปัญหา

อยากแก้ไขสิ่งรอบตัวที่เคยผ่านตามา มีจิตใต้สำนึก อยากช่วยเหลือ โอกาส พร้อมอยากแก้ไข ความผูกพัน

อุดมการณ์ เป็นปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิต

สรุปผลการวิจัย

ข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ให้ข้อมูลเป็นเพศชาย เป็นนิสิตมหาวิทยาลัยกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 กำลังจะขึ้นปี 4 เป็นสมาชิกของชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ และถูกคัดเลือกให้เป็นประธานฝ่ายบำเพ็ญประโยชน์โดยสมาชิกในชมรมต่างๆ จากทั้งหมด 15 ชมรม ด้วยวิธีการสังเกตจากการทำงานร่วมกัน โดยการโหวตเสียงไม่ใช่จากการเลือกตั้ง

ผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้ที่รู้จักชมรมบำเพ็ญประโยชน์และมีประสบการณ์โดยได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมรักษ์ช้างไทยตั้งแต่เรียนอยู่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 ณ จังหวัดสุรินทร์ซึ่งเป็นบ้านเกิด อันเนื่องมาจากจากออกค่ายของนิสิตมหาวิทยาลัยและได้เปิดโอกาสให้ผู้ให้ข้อมูลเป็นstaffในสมัยนั้น ต่อมาผู้ให้ข้อมูลได้เข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ณ มหาวิทยาลัย โดยได้รับสิทธิ์โควตานักกีฬารักบี้ของมหาวิทยาลัย จึงทำให้ผู้ให้ข้อมูลได้เข้าเป็นสมาชิกชมรมรักษ์ช้างไทย จนได้รับเลือกให้เป็นประธานชมรมรักษ์ช้างไทย และเป็นประธานฝ่ายบำเพ็ญประโยชน์ในปัจจับัน ตามลำดับ

ผู้วิจัยได้นำเสนอผลดังนี้ 1.)คุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เข้าร่วมชมรมด้าน บำเพ็ญประโยชน 2.) อธิบายความหมายของ พฤติกรรมจิตอาสาจากการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัย ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ 3.) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิต

1. ผลการศึกษาตามวัตุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า คุณลักษณะของจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิตมหาวิทยาลัย

ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ ผลจากการศึกษา พบว่า คุณลักษณะของส่วนบุคคล ต้องเป็นผู้ที่มีอุดมการณ์ มุ่งมั่น เสียสละทั้งเวลา และผลตอบแทน การเป็นผู้ให้ การแบ่งปัน การเสียสละนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะได้ความสุขใจ เมื่อช่วยให้ผู้อื่นมีความสุข และคุณลักษณะการทำงานจิตอาสาของนิสิตต้องทำงานร่วมกันเป็นทีมใหญ่ สำหรับแนวคิดคุณลักษณะจิตอาสาของผู้ที่เข้ามาร่วมงานในทีมนั้น มีความเห็นว่า ต้องไว้วางใจได้ ต้องซื่อสัตย์ต่อกัน ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ไม่เบียดเบียนคนอื่น และเกิดจากอุดมการณ์ร่วมกัน มากกว่า ความต้องการเพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าชมรมเพื่อพักผ่อนยามว่างเท่านั้น ต้องสร้างให้รุ่นน้องรักอุดมการณ์ และมีความรู้สึกได้บำเพ็ญประโยชน์จริงๆ นิสิตผู้ให้ข้อมูลกล่าวว่า “….ไม่ใช่เพียงแค่เข้าชมรมเพื่อพักผ่อนยามว่างเท่านั้น ต้องสร้างให้น้องรักอุดมการณ์ของชมรม เช่น ชมรมอนุรักษ์ น้องก็ต้องมีความรู้สึกอยากอนุรักษ์จริงๆ ตามอุดมการณ์ของชมรม และจุดประสงค์หลักของผม คือ การให้น้องๆ ได้บำเพ็ญประโยชน์จริงๆ

2.ผลการศึกษาตามวัตุประสงค์ข้อที่ 2 เพื่ออธิบายความหมายของ พฤติกรรมจิตอาสาจากการรับรู้ของ

นิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่เข้าร่วมชมรมด้านบำเพ็ญประโยชน์ ทั้งนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอการแสดงออกถึงพฤติกรรมจิตอาสาใน 3 ประเด็นดังนี้ พฤติที่แสดงออกส่วนตน พฤติกรรมจิตอาสา ในการสร้างทีมงาน พฤติกรรมจิตอาสา ต่อผลที่ได้รับหรือคาดหวัง 1.) สำหรับพฤติกรรมที่แสดงออกส่วนตน คือ การเป็นผู้ให้ การแบ่งปัน ให้กำลังใจ หรือให้ทุนทรัพย์ เป็นการทำงานด้วยใจที่ตั้งใจและสนุกกับสิ่งที่ทำ พร้อมที่จะสละเวลาส่วนตัว เพื่อที่จะให้ผู้อื่นได้มีความสุข เกิดแรงบันดาลใจ เกิดกำลังใจ โดยไม่หวังผลตอบแทน พบว่า ….ตักไอศครีม ถือป้ายข้อความ ตีกลอง เล่นกีตาร์ ถือกล่องรับบริจาค เป็นต้น ผู้ให้สัมภาษณ์ดำเนินกิจกรรมโดยไม่นั่งพักถึงแม้ว่าจะร้อนและเมื่อยเพราะเหงื่อออกมากและยืนเป็นเวลานานไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงสลับกับการดูแลผู้วิจัยโดยให้สัมภาษณ์….

ประเด็นค้นพบที่สอง คือ 2.) พฤติกรรมจิตอาสา ที่แสดงออกในการสร้างทีมงาน ได้แสดงพฤติกรรมต่อทีมงานของตน ในการการเป็นแบบอย่าง การใช้หลักมติเสียงส่วนมากจากที่ประชุม การสร้างความสัมพันธ์ในทีมงาน การมองข้ามจุดเล็ก เพื่อเป้าหมายหลัก กล่าวว่า “….ซึ่งบางครั้งก็มีปัญหากับชุมชนบ้างในการเป็นผู้นำ คือ ทำดีเสมอตัว แต่ทำพลาดคนว่า อย่างผมทำงานเป็นประธานก็ต้องเข้าใจมุมมองเล็กๆ เวลาทำงานเค้าไม่มองแต่เวลาทำผิดเล็กๆ เค้าก็จะพูดกันจนเป็นประเด็นใหญ่โต ซึ่งบางครั้งก็ท้อแต่มีเพื่อนคอยให้กำลังใจ ณ ตอนนี้ก็ปล่อยวางบ้างแล้ว ทุกอย่างในการกระทำมีเหตุผล ใช้เหตุผลคุยกัน กับคนในชมรมต้องมีวิธีการพูดเพื่อซื้อใจกัน มีคำหนึ่งในใจผมที่ว่า ถ้าน้องเถียงในเรื่องที่ถูกผมยอมว่าน้องถึงน้องจะโกรธผมยอม ผมเชื่อว่าสักวันน้องจะคิดได้ และเวลาสอนคนอื่นเราก็ต้องทำให้ได้ด้วย เราต้องเป็นต้นแบบให้เค้า ก็เหมือนพ่อแม่เป็นตัวอย่างที่ดีลูกก็จะดีเอง………หลักจะยึดตัวเองไม่ได้แต่จะเอาที่ประชุมเป็นหลัก ประเด็นที่ 3.) พฤติกรรมจิตอาสา ต่อผลที่ได้รับหรือคาดหวัง ผลการศึกษาพบว่า ได้รู้จักการพูดกับผู้ใหญ่ ได้การเขียนหนังสือ การส่งหนังสือให้กองกิจการนิสิต เกิดการเรียนรู้ ทำให้ตนเองมีความสุข อยากให้ผู้อื่นมีอุดมการณ์ ต้องการให้รุ่นน้องได้ความรู้สึกต้องการในการแบ่งปันอย่างแท้จริงและส่งผลต่อสังคมที่ในปัจจุบันมุ่งแต่การใช้ เทคโนโลยี จนทำให้มีผู้สนใจจิตอาสาน้อยลง นิสิตกล่าวว่า “….การทำงานบำเพ็ญประโยชน์เป็นงานจิตอาสาทำงานด้วยใจ เงินก็ไม่ได้ ใช้แรงล้วนๆ ใครว่างก็มาช่วยกัน ได้หลายอย่าง ทั้งการเรียนรู้ เช่น การฝึกประสานงาน ได้วิธีการพูดจนเกิดความชำนาญ เช่น การพูดกับผู้ใหญ่ ได้การเขียนหนังสือ การส่งหนังสือ….. ทำให้ผมรู้สึกปลื้ม เพราะเดี๋ยวนี้คนที่เข้ามาในชมรมจะไม่เหมือนเมื่อก่อนมาเพราะอยากพักผ่อน แต่เมื่อก่อนมาด้วยใจ มาด้วยอุดมการณ์จริงๆ

3.)ผลการศึกษาตามวัตุประสงค์ข้อที่ 3 พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมจิตอาสา

ตามการรับรู้ของนิสิต ผลการศึกษาพบว่า ส่วนใหญ่มาจาก บริบททางครอบครัวของนิสิตผู้นี้ ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และพี่น้อง ซึ่งได้รับการปลูกฝังตั้งแต่ กล่าวคือ “…พ่อผมเป็นนักพัฒนาชนบท เมื่อก่อนหมู่บ้านผมเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีอะไรเลย ยากจน พ่อผมนำเรื่องตระกร้าหวายเข้ามาเผยแพร่ให้กับชุมชนได้มีการเปิดเป็นกลุ่มหัตถกรรมขึ้นมา พ่อเป็นนักพัฒนาเก่า…. ผมเห็นพ่อออก TVบ่อย ในรายการฟ้าใสใจจริง พ่อผมเคยช่วยเหลือเด็กยากจน พ่อเป็นต้นแบบให้กับชุมชน.พ่อ แม่ ผมเป็นครู ผมมีพี่น้อง 3 คน ผมเป็นลูกหลงคนสุดท้อง พี่ชายเป็นทหาร พี่สาวเป็นครูตอนเด็กๆ ผมค่อนข้างดื้อ แต่พอได้ทำกิจกรรมทำให้ผมเข้าใจชีวิตมากขึ้น อยากทำงานเพื่อส่วนรวมมันเปลี่ยนแนวคิดผม คือ เค้าไม่ทำแล้วใคร่จะทำ การจะทำอะไรต้องมีแผน 2 รองรับเสมอ เพื่อการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้ เช่น วันนี้ปลูกป่า ถ้าฝนตกจะทำอย่างไร ทุกอย่างเกิดจากประสบการณ์

จากผลการวิจัยพบว่าสอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องการพัฒนาโมเดลเชิงสาเหตุของจิตอาสาของนักเรียนมัธยม ศึกษาตอนปลายในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่พบว่าจิตอาสาของนักเรียนมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ การช่วยเหลือผู้อื่น การเสียสละต่อสังคม และความุ่งมั่นพัฒนา (ณัฐณิชากร, 2550)

แต่สิ่งที่แตกต่างของผลการวิจัย คือ ผู้ที่มีพฤติกรรมจิตอาสาตามการรับรู้ของนิสิตนั้น ………………….

ต้องคำนึงถึงผลของการกระทำในเรื่องนใดๆ ก่อนว่าตัวเองจะเดือนร้อนหรือไม่ จะใช้การไตร่ตรองก่อนกระทำการใดๆ ถึงผลกระทบที่อาจถึงตัวเองนั้นคือตัวเองต้องไม่เดือดร้อน